โซเชียลคอมเมิร์ซช่วยเราขายลิปสติก 1,000 แท่งภายใน 7 วันได้อย่างไร

โซเชียลคอมเมิร์ซช่วยเราขายลิปสติก 1,000 แท่งภายใน 7 วันได้อย่างไร

95% ของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตจะบล็อกและซ่อนโฆษณา ไม่ว่าแบรนด์จะลงเม็ดเงินในการยิงโฆษณาไปมากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล แล้วทางออกของปัญหานี้คืออะไร? หลายแบรนด์จึงเลือกที่จะใช้การขายบนโลกออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม หรืออย่างที่รู้จักกันในชื่อ โซเชียลคอมเมิร์ซ และทำแคมเปญการตลาดเพื่อโปรโมทสินค้าผ่านอินฟลูเอนเซอร์ 

ภาพรวมของตลาด

ตัวเลขสำคัญที่สะท้อนถึงรสนิยมของผู้บริโภคที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเบ่งบานของการทำแคมเปญการตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์ในการทำโซเชียลคอมเมิร์ซ

  • 49% ของผู้ใช้งานเชื่อการแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์
  • 74% ของผู้ใช้งานตัดสินใจซื้อสินค้าในโซเชียลมีเดีย
  • 91% ของคนเจนเนอเรชั่น Y (หนุ่มสาวที่เกิดในระหว่างปี 1980 ถึง 2000) เชื่อการรีวิวในโลกออนไลน์พอ ๆ กับความคิดเห็นของครอบครัวและเพื่อน 

แบรนด์เริ่มหันมาเชื่อถือการตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์มากขึ้นและวางให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาดแบบบูรณาการ ในช่วงแรก แคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์มักจะมีรูปแบบที่ค่อนข้างง่าย เริ่มจากการที่แบรนด์คัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ จากนั้นเหล่าอินฟลูเอนเซอร์จะถ่ายรูปคู่กับสินค้าและโพสต์รูปพร้อมแคปชั่นสั้น ๆ เกี่ยวกับสินค้าดังกล่าวลงในช่องโซเชียลของพวกเขา วัตถุประสงค์ของการทำแคมเปญก็เพื่อการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ (Brand Awareness) ให้แก่ผู้ติดตามของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มคำนึงถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการทำแคมเปญ เพราะการวัดผลแคมเปญแต่ละครั้งมีเพียงตัวเลขกว้าง ๆ ต้นทุนที่จ่ายไปในแต่ละแคมเปญนั้นก็ไม่น้อย แต่รายได้ที่เกิดไม่มากเท่าที่ควร

ต่อมา เพื่อเพิ่มยอดขาย แบรนด์ใส่ลิงก์ที่ใช้ขายสินค้าลงในคอนเท้นต์ของอินฟลูเอนเซอร์ หรือให้ผู้ติดตามกรอกรายละเอียดเพื่อให้แบรนด์ติดต่อกลับ หลังจากนั้นจึงจะสามารถปิดการขายได้ ในขั้นตอนนี้ ลิงก์จะพาลูกค้าออกจากโซเชียลเน็ตเวิร์คเพื่อเชื่อมไปยังหน้าเว็บมาร์เก็ตเพลสหรือหน้าเว็บไซต์ของแบรนด์ ลูกค้ามักจะล้มเลิกการซื้อเพราะกลัวเสียเวลา เกรงว่าขั้นตอนจะยุ่งยากซับซ้อน จากรายงานจะพบว่าลูกค้ามากถึง 95% เชื่อมต่อถึงแบรนด์แต่ไม่ซื้อสินค้า 

ความท้าทายของธุรกิจจึงเป็นการหาทางออกให้กับปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลยุทธ์ ปรับเพื่อยกระดับประสบการณ์การเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ให้กับลูกค้า วัดและประเมินผลประสิทธิภาพของการดำเนินงาน รวมไปถึงการจ้างทีมดูแลลูกค้าเพื่อปิดการขายให้เร็วขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจจะลุกขึ้นมาลองสิ่งใหม่และปรับใช้โซลูชั่นใหม่เพื่อแก้ปัญหาข้างต้นให้หมดไป

โซลูชั่นใหม่ของการดำเนินธุรกิจ โซเชียลคอมเมิร์ซ: จะรุ่งหรือจะร่วง?

การทำแคมเปญในโซเชียลมีเดียให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับความท้าทายครั้งใหญ่อย่างการเริ่มต้นใช้แพลตฟอร์มใหม่ ๆ  เช่นแพลตฟอร์มส่งเสริมการขายบนโซเชียลมีเดียของอีโค่โมบินั้น แบรนด์ควรเริ่มแคมเปญตามกระบวนการข้างล่างนี้ 

ขั้นตอนที่ 1: เลือกสินค้า

เพื่อให้แน่ใจว่าแคมเปญจะประสบความสำเร็จ ( สินค้าต้องน่าสนใจมากพอที่จะดึงดูดลูกค้าจำนวนมากและสร้างรายได้) แบรนด์จึงเลือกที่จะโปรโมทลิปสติก ลิปสติกถือเป็นสินค้าที่เหมาะกับการทำการตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์เพราะไม่ต้องใช้วิเคราะห์ข้อมูลซับซ้อน ง่ายต่อการนำเสนอคุณสมบัติของสินค้า และที่สำคัญ ลิปสติกถือเป็นไลน์สินค้าที่ลูกค้ามักซื้อ ราคาที่สมเหตุสมผลและเข้าถึงลูกค้าได้เกือบทุกกลุ่ม 

ขั้นตอนที่ 2: สร้างคอนเท้นต์

ในตลาดมีอินฟลูเอนเซอร์สายรีวิวเครื่องสำอางเยอะ แต่การจะเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะและมีความสามารถมากพอที่จะทำให้แคมเปญประสบความสำเร็จ แบรนด์สามารถขอคำแนะนำจากทีมSSP ของอีโค่โมบิ เพื่อทราบถึงโปรไฟล์ของอินฟลูเอนเซอร์และข้อมูลเกี่ยวกับ performance ของอินฟลูเอนเซอร์ในการทำแคมเปญการตลาดที่ผ่านมา จากนั้นอินฟลูเอนเซอร์ที่ได้รับการเลือกจะสร้างและลงคอนเทนท์เพื่อโปรโมทสินค้าในช่องยูทูปและเพจเฟสบุ๊ก

ขั้นตลอนที่ 3: เริ่มและติดตามแคมเปญด้วยการใช้งานฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของแพลตฟอร์มให้คุ้มค่ามากที่สุด 

นอกจากคำแนะนำในการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่อิงจากข้อมูล performance ในแคมเปญที่ผ่านมา แพลตฟอร์ม SSP ยังช่วยแบรนด์ในการทำแคมเปญด้วยแชทบอท AI อัจฉริยะที่จะเข้ามามีบทบาทที่หลากหลายเสมือนทีมงานคุณภาพ แชทบอท AI สามารถพูดคุยกับลูกค้าในโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยไม่ต้องดึงลูกค้าไปที่แพลตฟอร์มอื่นก่อน  แชทบอทเก็บรวมรวมข้อมูลของลูกค้ารวมถึงฟีดแบคที่ลูกค้ามีต่อสินค้า แชทบอทสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงและปิดการขายได้เร็วยิ่งขึ้น แชทบอทสามารถวัดผล วิเคราะห์และเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการดำเนินแคมเปญที่เกิดขึ้นจริง ในขั้นตอนนี้ ทั้งแพลตฟอร์มจะเติมเต็มการทำงานของทีมอย่างมืออาชีพและมีประสิทธิภาพมากที่สุด 

ขั้นตอนที่ 4: แทร็ก ติดตามและสรุปผลการดำเนินงานของแคมเปญ 

ทันทีที่คอนเทนท์ถูกเผยแพร่ บทสนทนาของลูกค้ากับแชทบอทก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
จำนวนออร์เดอร์ค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และหลังจากวันแรกของแคมเปญ จำนวนยอดออร์เดอร์ในแพลตฟอร์มเกิดขึ้นเกือบ 300 ออเดอร์ ในวันที่สองของแคมเปญ ยอดออร์เดอร์เพิ่มขึ้นถึง 500 ออร์เดอร์ และหลังจากครบ 7 วัน แคมเปญที่รันผ่านแพลตฟอร์ม SSP ก็ประสบความสำเร็จด้วยยอดการกดเริ่มต้นใช้งานเพื่อสนทนากับแชทบอท (Chatbot conversation) ถึง 20,000 ครั้ง มียอดออร์เดอร์ถึง 1,000 ออร์เดอร์ หลังจากนั้นออร์เดอร์ 500 กว่าออร์เดอร์ก็ถึงมือลูกค้า

บทเรียนที่ได้จากความสำเร็จ: 

  • สินค้าที่มีโอกาสสำเร็จสูงคือสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เข้ากับรสนิยมของผู้บริโภค ราคาเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ (จาก 250 บาทถึง 600 บาท)
  • อินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะกับการทำแคมเปญคือคนที่เป็นนักขายโซเชียล สามารถสร้างคอนเทนท์ที่ตรงตามวัตถุประสงค์และน่าเชื่อถือให้ กล้าที่จะลองวิธีวัดผลประเมินผลแบบ Performance measurement อิงจากการยอดขายที่เกิดขึ้นจริงและรับรายได้จากทั้ง 2 แหล่งได้แก่ booking fee และ คอมมิชชั่นจากยอดขายที่เกิดขึ้นจริง 
  • กลยุทธ์ที่ถูกต้องคือการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์: การใช้แชทบอทเพื่อบริการตอบคำถามลูกค้าในโซเชียลเน็ตเวิร์คโดยไม่ต้องออกไปนอกแพลตฟอร์ม
  • ใช้แชทบอทเก็บข้อมูลของลูกค้าเพื่อให้เข้าใจความต้องการ ทำให้ปิดการขายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและราบรื่นมากที่สุดคือการผสานแชทบอทเข้ากับทีมเทเลเซลล์เพื่อปิดการขายทันทีที่มีออร์เดอร์ใหม่เข้ามาในระบบ การร่วมงานกับบริการเดลิเวอรี่และโกดังเก็บสินค้าเพื่อส่งสินค้าอย่างรวดเร็วและประหยัดต้นทุนมากที่สุด 
Ecomobi Social Selling Platform TH

แม้ความผิดพลาดที่เล็กที่สุดในกระบวนการวางกลยุทธ์หรือการดำเนินงานสามารถนำไปสู่ผลเสียที่ร้ายแรงต่องบประมาณในการดำเนินธุรกิจ และการสูญเสียดังกล่าวอาจร้ายแรงยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อแบรนด์ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ปรับตัวหรือท้าทายปัญหาไปกับโซลูชั่นวิธีการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ 

Sign in

(*) ที่มา: Mr. Nguyen Xuan Dong – ผู้ร่วมก่อตั้งอีโค่โมบิและรองประธานกรรมการ

share this article:

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *