การตลาดอินฟลูเอนเซอร์: 4 ความเชื่อ จริงหรือมั่วและโซลูชั่น เพื่อการทำธุรกิจออนไลน์ในยุค 4.0

การตลาดอินฟลูเอนเซอร์: 4 ความเชื่อ จริงหรือมั่วและโซลูชั่น เพื่อการทำธุรกิจออนไลน์ในยุค 4.0

รายงานของ MediaKix กล่าวว่ากว่า 89% ของบริษัทที่เคยทำแคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์เห็นว่าวิธีการนี้มีประสิทธิภาพกว่าแคมเปญการตลาดแบบอื่นๆ แต่หลายๆแบรนด์ยังใช้ประโยชนจากแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์ได้ไม่เต็มที่เพราะความเชื่อเดิม คุณเองเป็นหนึ่งในธุรกิจที่กำลังใช้ความเชื่อแบบผิดๆในการตัดสินใจอยู่รึเปล่า มาดูกันว่าข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการตลาดอินฟลูเอนเซอร์นั้นมีอะไรบ้าง

influencermarketing

ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

ความเชื่อเดิม: การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไม่เหมาะกับธุรกิจที่ทาร์เก็ตกลุ่มลูกค้า B2B

ข้อเท็จจริง: กว่าครึ่งของชาวมิลเลนเนียล (ประชากรที่เกิดในปี 1980 – 1994) นั้นเป็นลูกค้า B2B จากข้อมูลการสำรวจของ Google และ Millward Brown Digital

นักการตลาดหลายคนเชื่อว่าลูกค้า B2B ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยกลางคนหรือกลุ่มคนมีอายุ ทำให้มีความต้องการและพฤติกรรมที่ต่างไปจากกลุ่มลูกค้าวัยหนุ่มสาว กลยุทธ์ในการทำแคมเปญการตลาด B2B จึงมักทาร์เก็ตไปที่กลุ่มคนทำงานในตำแหน่งผู้จัดการ ผู้อำนวยการ หรือตำแหน่งใดก็ตามที่มีอำนาจในการตัดสินใจในการจัดซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสัญญาค่อนข้างสูง ด้วยความเชื่อดังกล่าว นักการตลาดจึงไม่เห็นว่าการตลาดอินฟลูเอนเซอร์นั้นจะเข้าถึงฐานลูกค้ากลุ่มนี้และไม่น่าจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ

จากวิจัยของ Google and Millward Brown Digital พบว่ากว่า 36%ของตำแหน่งที่เซ็นสัญญานั้นไม่ใช่ผู้จัดการหรือผู้อำนวยการ ทีมงานฝ่ายล่างลงมานั้นมีอิทธิพลในกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจถึงกว่า 81% ปัจจุบันเป็นยุคของข้อมูลและข้อมูลก็กลายเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของทีมงานส่งผลกระทบในหลายมิติต่อพฤติกรรมการตัดสินใจของลูกค้า B2B พวกเขาเข้าถึงและได้รับอิทธิพลจากข้อมูลดิจิตัลมากกว่าที่เคย แตกต่างจากกรอบความคิดแนวทางการทำธุรกิจแบบดั้งเดิมกับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว ทำให้การตลาดอินฟลูเอนเซอร์มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ได้เช่นกันหากเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ถูกคน

การเลือกอินฟลูเอนเซอร์

ความเชื่อเดิม: แคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์จะสำเร็จได้นั้นต้องเลือกใช้เซเลบบริตี้ที่มีฐานแฟนคลับขนาดใหญ่
ข้อเท็จจริง: แคมเปญไมโครอินฟลูเอนเซอร์ที่มีฐานแฟนคลับแค่ 2000 คนสามารถสร้างยอด Engagement ได้สูงกว่าถึง 60% ประสบความสำเร็จกว่าแคมเปญที่ใช้เซเลบบริตี้ถึง  4.7 เท่า (ข้อมูลจาก Markerly)

จากภาพรวมของตลาดจะเห็นได้ว่า ไมโครอินฟลูเอนเซอร์สร้างยอด Interaction ได้เยอะกว่าเมกะและมาโครอินฟลูเอนเซอร์ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ดีกว่า ตามรายงานของ MediaKix จะพบว่ายอด Interaction จากผู้ติดตาม ไมโครอินฟลูเอนเซอร์สร้างได้ 8% ในขณะที่เซเลบบริตี้ทำได้แค่ 2% เท่านั้น 

ชาแนลหรือแอคเค้าของอินฟลูเอนเซอร์จะสร้างยอด Interaction rate ได้สูงสุดเมื่อมียอดผู้ติดตามจำนวน 1,000 คน และตัวเลขจะลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อมีผู้ติดตามเกิน 100,000 คน สิ่งนี้สะท้อนหลักจิตวิทยาที่ว่า คนจะรู้สึกเชื่อมั่นและสะดวกใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เมื่อรู้สึกว่าใกล้ชิดสนิทสนม แม้ตัวเลขผู้ติดตามจะน้อยกว่า แต่ความใกล้ชิดและความรู้สึกว่าเข้าถึงได้มีมากกว่า ไมโครอินฟลูเอนเซอร์จึงกลายเป็นปัจจัยหลักของกระบวนการตัดสินใจซื้อสินค้าของเหล่าแฟนคลับ เป้าหมายหลักจึงไม่ใช่ตัวเลขของผู้ติดตาม แต่กลับเป็นเรื่องของคุณภาพของทราฟฟิก (Traffic) และการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่สนใจในตัวสินค้าจริงๆ

ประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายและรายได้

ความเชื่อเดิม: ในการทำการตลาดเพื่อโปรโมทสินค้านั้นจำเป็นจะต้องลงทุนงบจำนวนมาก แต่รายได้ที่เกิดกลับไม่คุ้มค่าและไม่ยั่งยืน

ข้อเท็จจริง: ธุรกิจสามารถสร้างกำไรได้มากกว่าต้นทุนทางการตลาดถึง 5.2 เท่า (ข้อมูลจาก Influencer Marketing Hub)

ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการร่วมงานกับ KOL ชื่อดังและเซเลบริตี้นั้นมักเป็นจำนวนที่สูง และหากเซเลบเหล่านั้นเกิดมีข่าวฉาว หรือได้รับฟีดแบคแง่ลบระหว่างการทำแคมเปญ แบรนด์ย่อมได้รับความเสียหายอย่างหนัก ส่วนค่าตัวของไมโครอินฟลูเอนเซอร์นั้นจะมีราคาต่ำกว่า แบรนด์สามารถร่วมงานกับไมโครอินฟลูเอนเซอร์ได้หลายร้อยคนในเวลาเดียวกัน แม้บางโพสต์จะได้รับฟีดแบคแง่ลบแต่จะไม่ทำให้เกิดวิกฤตด้านสื่อกับแบรนด์ เมื่อพบเจอปัญหาแบรนด์สามารถเข้าไปแก้ได้เร็วกว่า

รายได้ที่เกิดจากการตลาดอินฟลูเอนเซอร์นั้นจะมาจากยอดออร์เดอร์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเกิดจากความเชื่อมั่นในตัวอินฟลูเอนเซอร์ของบรรดาลูกค้า ไม่ใช่ซุปเปอร์สตาร์ที่ไกลตัวด้วยยอดผู้ติดตามจำนวนมาก แต่เป็นไมโครอินฟลูเอนเซอร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อน ใกล้ชิด ให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนกำลังแชร์กำลังแนะนำอย่างจริงใจ และเมื่อเกิดความเชื่อใจ ยอดรายได้ย่อมสูงตามไปด้วย

การวัดผลประสิทธิภาพของแคมเปญ

ความเชื่อเดิม: การตลาดอินฟลูเอนเซอร์วัดผลได้แค่ยอด interaction (like, share, comment)

ข้อเท็จจริง: การตลาดอินฟลูเอนเซอร์สามารถวัดผลได้จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างยอด

ออร์เดอร์ (successful orders)

หมดยุคของการวัดผลแคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์จากตัวเลขยอดไลค์ คอมเมนต์หรือแชร์ เพราะตัวเลขเหล่านั้นไม่ได้แสดงความคุ้มค่าที่แท้จริงของแคมเปญ สร้างยอดปลอมขึ้นมาได้ง่าย ตัวเลขไม่สื่อถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า เป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุดของการทำแคมเปญใดก็ตามควรเป็นการเพิ่มยอดขาย สร้างรายได้และการเติบโตทางธุรกิจ

เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สามารถวัดผลแคมเปญจากยอดออร์เดอร์ที่เกิดขึ้นจริง (successful orders) อย่างแพลตฟอร์มการขายผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Selling Platform) ของอีโค่โมบิ

ตอบโจทย์ความต้องการและเป้าหมายหลักของการทำธุรกิจด้วยวิธีการวัดผลประเมินประสิทธิภาพของแคมเปญที่วัดจากตัวชี้วัดอย่าง ยอดขายที่เกิดขึ้นจริง 

ระบบแพลตฟอร์มของอีโค่โมบิช่วยเติบเต็มหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นการวัดผล ประมวล วิเคราะห์และรายงานรายละเอียดต่างๆ ในการทำแคมเปญ การวัดผลด้วยวิธีดังกล่าวจะกลายเป็นมาตรฐานของยุคถัดไปเพราะจะช่วยให้แบรนด์ลดข้อจำกัดในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและรายได้ได้ดียิ่งขึ้น แบรนด์จะได้ไม่ต้อง “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ลดความผิดพลาดและโฟกัสที่ความคุ้มค่าของแคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ 

Sign in
share this article:

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *