ไลฟ์สตรีมมาแน่ ทำไมแบรนด์และนักการตลาดถึงเลิฟการไลฟ์สตรีม!

ไลฟ์สตรีมมาแน่ ทำไมแบรนด์และนักการตลาดถึงเลิฟการไลฟ์สตรีม!

การไลฟ์สตรีมบนแพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์ก ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อมโยง สำหรับนักการตลาด สิ่งที่สำคัญที่สุดของกิจกรรมรูปแบบนี้คือความเรียบง่าย: ไม่ต้องมีเครื่องมือซับซ้อนยุ่งยากมากมาย แค่มือถือที่ถ่ายคลิปวีดีโอได้ก็เพียงพอต่อการทำไลฟ์สตรีมเพื่อเข้าถึงผู้ใช้งานโลกออนไลน์เป็นล้านๆคน 

มาดูข้อมูลตัวเลขที่สำคัญเกี่ยวกับการทำไลฟ์สตรีม:

  • ยอดผู้ชมไลฟ์วีดีโอในปี 2016 นั้นสูงกว่าตัวเลขในที 2015 ถึง 81%  และจะเพิ่มขึ้นอย่างทีนัยะ
    สำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้า 
  • 80% ของผู้ใช้งานโวเชียลเน็ตเวิร์กชอบดูวีดีโอไลฟ์มากกว่าการอ่านบล็อกทั่วไป
  • 87% ของผู้ชมวีดีโอในโลกออนไลน์ชอบดูไลฟ์วีดีโอเพราะดูเรียลสมจริงกว่า เข้าถึงได้มากกว่าโชว์ในทีวี
  • 45% ยินดีจ่ายเพื่อเข้าชมไลฟ์วีดีโอของอินฟลูเอนเซอร์ที่ตนชื่นชอบ 

Livestreaming

ได้รับผลตอบรับและฟีดแบกทันที 

ไลฟ์สตรีมไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือของการสื่อสารทางเดียวจากผู้ขาย แต่เป็นเครื่องมือสร้างคอนเนกชั่นสร้างความเชื่อมโยง และช่วยให้เกิดการสื่อสารสองทางระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ในแต่ละไลฟ์สด ลูกค้าสามารถคอมเมนต์ความคิดเห็นต่อสินค้าหรือบริการ เมื่อแบรนด์ได้รับฟีดแบกก็จะสามารถตอบสนองได้ทันที ทุกคนที่กำลังดูไลฟ์สตรีมเองก็จะเห็นคอมเมนต์และฟีดแบกตอบกลับ กล่าวคือ นี่เป็นช่องทางการให้บริการลูกค้าที่เร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้ แบรนด์สามารถทดลองว่าคอนเทนต์แบบไหนที่ดึงดูดผู้ชมได้มากที่สุด

ดึงดูดความสนใจของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้โดยง่าย

จากผลสำรวจของนิตยสารนิวยอร์กพบว่า 80% ของผู้ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กชอบดูวีดีโอไลฟ์สดมากกว่าอ่านบทความแบบดั้งเดิม โซเชียลเน็กเวิร์กรายใหญ่อย่าง Facebook และ Youtube ถึงกับส่งการแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้งานเมื่อเพื่อนๆหรือแฟนเพจที่พวกเขาติดตามทำการไลฟ์สด 

สร้างความสัมพันธ์เพิ่มความใกล้ชิด

หากความสมบูรณ์แบบเป็นเกณฑ์ที่สำคัญและจำเป็นในการเลือกใช้เครื่องมือทางการตลาดแต่ละเครื่องมือ ความไม่สมบูรณ์แบบ (ไม่สามารถควบคุมได้ 100%) ของการไลฟ์สดกลับเป็นเหตุผลที่นักการตลาดนิยมเลือกใช้ ไลฟ์สตรีมคือความสด ไม่สามารถถ่ายแก้ซ่อมได้หลายๆครั้ง เหตุดังกล่าวทำให้ผู้ติดตามรู้สึกเข้าถึงและใกล้ชิดกับเหล่าสตรีมเมอร์มากกว่า สร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระดับบุคคลมากกว่า รวมไปถึงการเข้าถึงสินค้าและบริการ แบรนด์ที่ทำไลฟ์สตรีมบ่อยๆมักมีบุคลิกเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงได้ง่ายและสร้างความภักดีในลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย 

หมดปัญหาอัลกอริทึมที่ยุ่งยากซับซ้อน 

ในทุกๆสองถึงสามเดือน โซเชียลเน็ตเวิร์กก็จะเปลี่ยนอัลกอริทึมการโฆษณา ทำให้นักการตลาดที่กำลัง “อยู่ตัว” ต้องรีบลุกขึ้นมาอัพเดทวิธีการใช้งานแบนเนอร์หรืออัพเดทวิธีการเข้าถึงผู้บริโภค ไลฟ์สตรีมต่างจากการทำโฆษณาทั่วไป ไม่มีอัลกอริทึมเมื่อผู้คนหลักร้อย หลักพัน หรืออาจจะถึงหลักหมื่นตามดูการไลฟ์สดของสินค้าหรือบริการ สินค้าหรือบริการที่ได้รับการโปรโมทในไลฟ์สตรีมจะโดดเด่นได้แสงสปอตไลท์ไปแบบไม่ต้องทุ่มแรงเยอะ 

Facebook algorithm

ได้ร่วมงานกับเหล่านักขายบนโซเชียล (Social Seller)

ข้อดีฟีเจอร์ปังๆของการทำไลฟ์สตรีมทั้งหมดที่กล่าวมาได้ถูกรวมเข้ามาอยู่ในเครื่องมือที่ดีที่สุดในการทำโซเชียลคอมเมิร์ซ ขายของในโซเชียลเน็ตเวิร์ก และสตรีมเมอร์แต่ละคนก็สวมบทบาทนักขายบนโลกโซเชียล หรือ Social Seller

การพัฒนาของอัลกอริทึมของโซเชียลเน็ตเวิร์กรวมไปถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Big Data และ AI เพิ่มโอกาสให้กับช่องทางการขายออนไลน์ การไลก์ แชร์ หรือคอมเมนต์นั้นเป็นตัวชี้วัดที่เหมาะกับคอนเทนต์แนวข่าวสาร แต่สำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างลูกค้าใน Facebook, Instagram, Youtube หรือแม้แต่ Tiktok จำเป็นจะต้องเลือกใช้งาน Social Seller ให้ตรงตามบุคคลิกของแบรนด์ (brand personality) และมีทักษะการจัดการยอดขายที่ชำนาญ  ลองนึกภาพให้การไลฟ์สดเป็นเหมือนการตั้งบูธสินค้า มี Social Seller เป็นผู้ช่วยขาย การมี “แคชเชียร์” คิดเงินให้กับลูกค้าเลยย่อมสร้างความได้เปรียบ 

 

YouTube video

 

Sign in

share this article:

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *