ทราฟฟิกเสียเงิน (PAID TRAFFIC) แบบไหนให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

ทราฟฟิกเสียเงิน (PAID TRAFFIC) แบบไหนให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

ทราฟฟิกแบบเสียเงิน (Paid traffic) ถือเป็นวิธีการโปรโมททำโฆษณาสินค้าที่ใช้งบมากที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจที่สุดในการทำการตลาดและการขาย

ในอาณาจักรของการทำการตลาดออนไลน์ จะมี owned traffic, earned traffic และ paid traffic (*)เป็นสามทหารเสือหลักที่จะช่วยให้อาณาจักรนั้นร่ำรวยและมั่งคั่ง Owned media คือสื่อที่มาจากช่องทางการสื่อสารของแบรนด์ธุรกิจเอง (เช่น เว็บไซต์) Earned media เป็นสื่อที่แบรนด์ได้มาจากแหล่งอื่น (เช่น ลูกค้าโพสต์สเตตัสลงเฟซบุ๊กและเมนชั่นชื่อแบรนด์) ส่วน Paid media เป็นสื่อที่แบรนด์จ่ายเงินเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเพื่อบรรลุยอด KPI

 

Traffic

Google Adwords

ตามรายงานของ eMarketer พบว่า 90.8% ของการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต หรือการค้นหากว่า 3.5 พันล้านครั้งนั้นทำผ่าน Google ในการทำ SEO ที่เป็นกิจกรรมทางการตลาดที่ซับซ้อนและใช้เวลานานเพื่อดันเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกใน Google หลายแบรนด์จึงใช้เทคนิคจ่ายเงินเพื่อให้เว็บไซต์ของแบรนด์ปรากฎเป็นอันดับแรกสุดล่างกล่องเสิร์ชใน Google ฉะนั้น Google Adwords จึงเป็นช่องทางที่เหมาะสำหรับทุกๆธุรกิจที่ต้องการทราฟฟิกจำนวนมากจาก Google

Google Adwords

Google Display Network (GDN)

GDN เป็นตัวเลือกแรกสำหรับการทำแคมเปญ remarketing เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการซื้อสินค้าและเคยเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของแบรนด์เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ สถิติของ Google ชี้ว่ามีเว็บไซต์กว่า 2 ล้านแหล่ง หรือเทียบเท่ากับ 90% ของทราฟฟิกของโลกเข้าร่วมในเน็กเวิร์กโฆษณาของ GDN 

GDN

โฆษณาบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Advertising on social networks)

แพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์กหลักๆ อย่าง Facebook, Youtube, และ Instagram นั้นครองทราฟฟิกหลักในตลาดไทย โดยเฉพาะ Facebook ที่ให้บริการการทำโฆษณาในรูปแบบต่างๆหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่แบนเนอร์บนฟีดข่าว คลิปโฆษณาไปจนถึงการโฆษณาในแชทข้อความ Youtube เองก็ยังครองตำแหน่งแพลตฟอร์มที่นักการตลาดส่วนใหญ่ใช้ทำแคมเปญ remarketing ไอจีหรืออินสตาแกรม เป็นแพลตฟอร์มที่ให้แบรนด์ยิงโฆษณาที่สร้างมาจาก Facebook ได้  จากวิจัยการตลาดของ ANTS พบว่าทีมการตลาดใช้เงินกว่า 235 ล้านดอลลาร์ไปกับการทำโฆษณาบน Facebook

 

อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer)

ในปี 2016 ซุปเปอร์มาร์เก็ตเครือใหญ่เจ้าหนึ่งลงทุนงบกว่า 8 พันล้านบาทเพื่อจ้างครอบครัวอินฟลูเอนเซอร์โปรโมทผักสด ในแผนการตลาดครั้งนั้นไม่มีการกำหนด มีเป้าหมายเพื่อเพิ่ม brand awareness กับการใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อความใกล้ชิดกับผู้บริโภคและวัด conversion rate (CVR) ทุกวันนี้ อินฟลูเอนเซอร์ หรือนักขายโซเชียล (Social Seller) กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางการขายที่มีตัวชี้วัดในการประเมินผลการดำเนินงานและผลตอบแทนการลงทุน 

ตัวชี้วัดผลในการประเมิน ได้แก่:

  • ประเภทของอินฟลูเอนเซอร์: อินฟลูเอนเซอร์ หรือนักขายโซเชียล(Social Seller) อยู่ในหมวดสินค้าอุตสาหกรรมใด เหมาะกับสินค้าแบบไหน
  • ผู้ติดตาม (followers): .ใครคือผู้ติดตามเป็นแฟนคลับของอินฟลูเอนเซอร์/นักขายโซเชียล (Social Seller) กลุ่มลูกค้าที่ติดตามเป็นลูกค้าเป้าหมายหรือไม่
  • CVR: สร้างยอดออร์เดอร์ได้กี่เปอร์เซ็น คอนเทนต์แบบไหนที่ดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้ ช่องทางไหนที่สามารถปิดยอดขายได้มากที่สุด

Ecomobi Social Selling Platform TH

 

อีโค่โมบิเป็นผู้นำในการทำแคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ที่มีประสิทธิภาพด้วยแพลคฟอร์มการขายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือ Social Selling Platform (SSP) ที่รวมสามฟีเจอร์หลักไว้แบบ 3 in 1 ครบจบในแพลตฟอร์มเดียว: นักขายโซเชียล (Social Seller) – แชทบอทเอไอ (AI chatbot) – ระบบการจัดการออร์เดอร์ (management system) แพลตฟอร์มเป็นแพลตฟอร์มเปิดที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถแทร็กติดตามข้อมูลได้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการขายในยุคโซเชียลคอมเมิร์ซ

เพียงแค่คลิกเดียว ลูกค้าที่สนใจสินค้าจากการรีวิวของนักขายโซเชียล (Social Seller) จะถูกส่งไปยังแชทบอทเอไอ จากนั้นแชทบอทเอไอจะทำหน้าที่ทั้งปิดการขายและเก็บข้อมูลของลูกค้า
แชทบอทเอไอผสานเข้ากับช่องสื่อในโซเชียลเน็ตเวิร์กของเหล่านักขายโซเชียล (Social Seller) รวมเข้าในระบบจัดเก็บข้อมูลเพื่อช่วยธุรกิจในการเฝ้าติดตามผลของแคมเปญอย่างใกล้ชิด และใช้เป็นมาตรฐาน หรือ benchmark ในการทำแคมเปญการตลาดครั้งต่อๆไป 

(*) หรือเรียกอีกอย่างว่า: Owned media, earned media, paid mediaSign in

share this article:

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *